ว่าด้วยการผูกมิตรกับหมา

ปุยเป็นหมาบางแก้วที่เราไม่ค่อยชอบหน้ามันเท่าไหร่ ด้วยเหตุผลหลักสองประการ ประการแรกคือที่บ้านตั้งชื่อมันซ้ำกับปุกปุยซึ่งเป็นหมาเชาเชาที่เรารักมากและจากโลกนี้ไปแล้ว ประการที่สองคือตอนที่มันย้ายสำมะโนครัวเข้ามา เราอยู่กรุงเทพเป็นหลัก ก็เลยไม่ค่อยผูกพันกันเท่าไหร่ ช่วงที่เราย้ายกลับไปอยู่บ้าน ความสัมพันธ์ของเราเหมือนจะดีขึ้นมาหน่อย เพราะปุยมีท่าวิ่งเหยาะแบบที่หมาน่ารักมักจะทำกัน และยังชอบมานอนแหมะใกล้ๆ เราตอนเรายกคอมไปนั่งเขียนหนังสือข้างนอก อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของเราก็มีอันต้องจบลงเมื่อเราพบว่าที่มันมานอนแหมะเพราะมันจะหาโอกาสเข้าบ้านมาพร้อมกับเราเพื่อไปหาพ่อเราเท่านั้นเอง วิ่งแทรกตัวเข้ามาทั้งๆ ที่ประตูยังเปิดไม่สุด ราวกับเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการแก่งแย่งขึ้นบีทีเอส เราปฏิเสธที่จะหลงกลมารยาหมาตัวนี้อีกต่อไปแม้แต่วินาทีเดียว และตั้งใจว่าจะไม่ให้ขาทั้งสองข้างของเราตกเป็นทาสสวาทของมันอีก

เมื่อต้นปีเรากลับไปบ้าน ไปอยู่ใกล้ๆ พ่อที่ป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ปุยจำเราไม่ได้ ก็เลยแยกเขี้ยวใส่ ส่งเสียงคำรามเพื่อบอกให้รู้ว่าสุนัขพันธ์ุบางแก้วนั้นสืบสายเลือดมาจากสุนัขป่า หรืออันที่จริงมันก็จำเราได้น่ะแหละ แต่ว่าสถานะของเราสองตัวเปลี่ยนไปแล้ว แม่บอกให้เราเอาขนมหมาในบ้านไปโยนให้มันกิน เราเอาไปโยนให้ เดินตากแดดออกไปโยนให้ ปุยยังคงมีท่าทีเช่นเดิมและปล่อยขนมทิ้งไว้ให้มดค่อยๆ มาขนกลับไปจัดปาร์ตี้ที่บ้าน เรามองหน้ามัน และเดินกลับเข้าบ้าน ไม่คิดจะถือสาหาความ ไม่ได้โกรธเคืองอะไรกับสัตว์ที่ได้แต่อาศัยบ้านเค้าอยู่แล้วยังไม่รู้สึกสำนึกบุญคุณมีคนเอาอาหารให้กินแล้วก็ยังไม่แดกไม่รู้จักเสียดายอาหารที่แม่เราทำงานอย่างยากลำบากหาเงินซื้อมาถ้าไม่มีกินเมื่อไหร่แล้วอย่ามานึกเสียใจทีหลังก็แล้วกัน

ประมาณหนึ่งอาทิตย์ต่อจากนั้นโยก็มาเยี่ยมพ่อด้วย ถ้าไม่นับผ้าห่มที่เราซักปีละครั้ง โยน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีกลิ่นของเราติดอยู่เยอะที่สุด ปุยจึงทักทายโยด้วยการแยกเขี้ยวใส่ ส่งเสียงคำรามเพื่อบอกให้รู้ว่าสุนัขพันธ์ุบางแก้วนั้นสืบสายเลือดมาจากสุนัขป่า โยที่ซึบซับความจิตใจดีไปจากเราไม่ถือโทษโกรธปุยเหมือนกัน แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือโยเชื่อว่าที่ปุยไม่กินขนมหมาเพราะมันไม่ได้อร่อยขนาดนั้น โยจำได้ว่าครั้งก่อนที่มาบ้าน ปุยก็ยังกินขนมหมาที่ซื้อมาให้อยู่เลย เพราะแบบนั้นวันถัดมาโยเลยกลับมาพร้อมกับ JerHigh ขนมที่โยทำการศึกษามาแล้วว่าหมาๆ ชอบ

การเอาอาหารไปให้ปุยของโยก็ดำเนินรอยตามเรา นั่นคือนอกจากจะต้องเดินฝ่าแดดออกไป ยังต้องมาเจอหมาที่ตัวเองกำลังจะเอาขนมไปให้ขู่กรรโชกอีก โยยื่นขนมหมารูปทรงเบคอนไปด้านหน้าปุย ปุยหยุดแยกเขี้ยวทันที เลียปากตัวเองอย่างหิวกระหาย แต่เมื่อเห็นใบหน้าของคนที่กำลังยื่นขนมให้ก็กลับมาแยกเขี้ยวอีกครั้ง แล้วก็เผลอเลียปากตัวเองอีก พอรู้ตัวก็กลับไปแยกเขี้ยวอีก โยที่จริงๆ แล้วก็ยังกล้าๆ กลัวๆ ตัดสินใจวางขนมสอดใต้ประตูรั้วแล้วเดินถอยออกมา เพื่อให้ปุยตัดสินใจได้ดีขึ้น แทนที่จะต้องมาคอยแยกเขี้ยวสลับกับการเป็นหมาอยากหม่ำแบบนี้ เราแน่ใจว่าขนมของโยจะต้องอยู่เป็นเพื่อนขนมของเราที่โยนเอาไว้เมื่อวันก่อน กลายเป็นของประดับบ้านหมา เป็นหลักฐานแสดงถึงศักดิ์ศรีที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด แต่แล้วปุยก็คาบขนมเบคอนหนีไปทันทีที่โยหันมาคุยกับเรา

ปุยเอาขนมเบคอนไปวางไว้ที่สนามหญ้าใกล้ๆ แล้วหันกลับมามองว่ามีใครแอบมองอยู่หรือเปล่า ซึ่งแน่นอนว่ามี ปุยรอสักพัก เมื่อแน่ใจแล้วว่าการแอบมองจะไม่สิ้นสุดลงแน่ๆ ปุยจึงก้มหน้าเขมือบขนมตรงหน้าด้วยความเอร็ดอร่อย หันหลังให้ เพื่อไม่ให้ดูเสียฟอร์มจนเกินไป หลังจากหม่ำๆ ขนมจนหมด ปุยวิ่งกลับมาที่เดิม โยยื่นขนมชิ้นใหม่ให้ ปุยคาบหนีไปที่สนามหญ้า หันหลังกินขนม วิ่งกลับมาคาบขนมชิ้นใหม่ ทำแบบนี้จนกระทั่งขนมหมดถุง การพยายามผูกมิตรกับปุยของพวกเราในวันนี้จบลงแต่เพียงเท่านี้ เราต่างแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตัวเอง เพียงเพื่อที่จะพบว่าเช้าวันถัดมานั้นปุยยังคงแยกเขี้ยวและคำรามใส่เหมือนคนไม่รู้จักกัน มิตรภาพระหว่างคนกับหมาไม่มีอยู่จริง

คนที่มาบ้านเราน่าจะคิดแบบเดียวกันว่า นอกจากพ่อ แม่ และน้องชายเรา คนที่เหลือล้วนแล้วแต่เป็นศัตรูของปุย เป็นธรรมชาติของบางแก้วที่จะเชื่องเฉพาะกับเจ้าของเท่านั้น แม้แต่น้องสาวเราที่อยู่บ้านเดียวกับปุยเป็นเวลาหลายปีก็ยังต้องคอยดูว่าปุยถูกปล่อยออกมาข้างนอกหรือว่าโดนขังไว้อยู่ แต่แม้จะโดนแยกเขี้ยวใส่โยก็ยังเอาขนมไปให้มันทุกวัน แต่ละครั้งปุยดูจะลดความไม่เป็นมิตรลงเรื่อยๆ เริ่มจากไม่เสียเวลาหันหลังเพื่อกินแบบแอบๆ พัฒนาไปเป็นการกินมันตรงนั้นไม่เสียเวลาวิ่งไปไกลๆ จนในที่สุดก็ใช้การสั่นหางดีใจเมื่อเจอหน้าโยแทนที่จะแยกเขี้ยว ขนมอร่อยๆ หมดไปแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรเท่าไหร่ เพราะโยเปลี่ยนกิจกรรมจากการออกไปให้อาหารปุยเป็นการออกไปเล่นกับปุยแทน

ตลอดหลายวันที่โยมาอยู่บ้าน เราได้เห็นปุยทำพฤติกรรมที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน วิ่งด้วยความเร็วสูงจนขาหลังสไลด์ไปกับพื้น นอนยิ้มตาเยิ้มเหมือนหมาในการ์ตูนตอนที่โดนลูบหน้าอก ซอยขายิกๆ อย่างดี๊ด๊าเวลาจะได้ออกไปเดินเล่น ไปจนถึงการทำสีหน้าที่เหมือนจะบอกว่าอย่ามายุ่งกับเค้าตอนนี้เลย เราไม่รู้ว่าถ้าไม่มีขนมอร่อยๆ โยจะสนิทกับปุยได้ขนาดนี้ไหม แต่เราคิดว่าขนมอร่อยๆ เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอแน่ๆ จากนี้ปุยจะยังคงถูกขังไว้ในพื้นที่ของมันต่อไปเมื่อมีแขกมาบ้าน เพื่อปกป้องคนอื่นๆ จากการทำหน้าที่หมาเฝ้าบ้านที่ดีเกินไปของมัน คงไม่มีใครกล้าให้คนที่มาบ้านถือขนมไว้เพื่อป้องกันตัวเอง

ถ้าให้เราวิเคราะห์ในฐานะผู้มีประสบการณ์ในการโดนหมาที่บ้านตัวเองขู่เข็ญมาก่อน เราคิดว่าสิ่งที่โยทำกับปุยอาจเป็นเพียงแค่การทำให้มันมีความสุขขึ้น เคล็ดลับของการเป็นที่รักของคนหรือหมาอาจเป็นเรื่องง่ายๆ อย่าง “อยู่ด้วยแล้วมีความสุข” เรื่องขั้นตอนและวิธีการเราไม่แน่ใจเท่าไหร่ อาจแตกต่างกันไปสำหรับหมาแต่ละตัว ช่วงเวลาที่โยมาอยู่บ้านเราสำหรับปุยแล้วไม่ใช่เพียงเวลาของขนมอร่อยเท่านั้น แต่ยังหมายถึงเวลาของการแปรงขน ของการเติมน้ำในโอ่งที่ปุยชอบลงไปแช่ ของการพาไปเดินเล่นทุกเย็น ของการถูกเรียกชื่อด้วยความห่วงใย ของความผิดปกติที่มันน่าจะยินดีให้เกิดขึ้น

ลาก่อน LAMY Safari

ปากกา LAMY Safari ด้ามนี้อยู่กับเรามาได้ปีครึ่งแล้ว แต่เป็นการอยู่ด้วยกันแบบที่ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันเท่าไหร่ ตั้งใจว่าจะทำให้การนั่งลงเขียนหนังสือเป็นอะไรที่มีความศักดิ์สิทธิ์ มีความเป็นพิธีกรรมบางอย่าง แต่กลายเป็นว่าการที่ต้องมาคอยเปลี่ยนหมึกปากกา และการที่เขียนเร็วเกินไปไม่ได้เพราะมือจะไปปาดหมึกแล้วทำให้เลอะ ทำให้สุดท้ายเราเขียนหนังสือน้อยลงกว่าที่เคย

เร็วๆ นี้เราสร้างวินัยให้ตัวเองและหยิบ LAMY มาเขียนต่อได้สำเร็จ แต่ก็เป็นการเขียนที่ทุลักทุเลพอสมควร ต้องคอยสั่งหมึกใหม่ทุกๆ สองอาทิตย์ ชงกาแฟเสร็จแล้วก็เขียนเลยไม่ได้ ต้องรอให้มือที่เพิ่งล้างมาแห้งก่อน ไม่งั้นถ้าน้ำจากมือไปโดนหมึกที่เขียนเอาไว้ก็จะกลายเป็นรอยหมึกเลอะเทอะไปหมด แต่เราก็ทำใจยอมรับสภาพนี้ คิดว่าจะลองเปลี่ยนกระดาษหรือเปลี่ยนเป็นหมึกกันน้ำหรือหมึกที่แห้งเร็วกว่านี้ดู

จนกระทั่งเรากลับไปอ่านงานเก่าที่เราเขียนไว้

เราจำไม่ได้ว่าทำไมเราถึงไปเปิดงานเก่าที่เราเขียนไว้ หยุดเขียนไป และตั้งใจจะเริ่มใหม่พร้อมกับปากกาที่ซื้อมาด้ามนี้ แต่สิ่งที่เราพบคือเราชอบงานเขียนในตอนนั้นมากกว่าตอนนี้มาก และต้องยอมรับกับตัวเองว่าตัวเราในตอนนี้ไม่สามารถที่จะเขียนงานแบบตอนนั้นได้ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราเปลี่ยนไป กลายเป็นคนที่โกรธโลกใบนี้มากกว่าเดิม อีกส่วนหนึ่งเราคิดว่าอาจเป็นเพราะการใช้ปากกา LAMY นี่แหละ

เราเคยสังเกตว่างานเขียนของตัวเองที่เราชอบมักจะเกิดจากการที่ความคิดในหัวเราลงสู่กระดาษเลย ไม่ได้กลั่นกรองอะไรมากมาย เหมือนกับหน้ากระดาษและตัวหนังสือเป็นเครื่องมือถ่ายทอดความคิดเท่านั้น การเขียนแบบนี้เหมาะกับการเขียนด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำได้เร็วกว่าการใช้มือเขียน

การเปลี่ยนมาใช้ปากกาหมึกซึมทำให้เราเขียนได้ช้าลง ด้วยข้อจำกัดเรื่องหมึกอย่างที่บอกไป และต่อให้เปลี่ยนไปใช้ปากกาลูกลื่นก็ยังเร็วสู้การพิมพ์กับคีย์บอร์ดไม่ได้อยู่ดี นอกจากนี้การเขียนเร็วๆ ก็ทำให้ลายมือไม่สวย ทำให้ไม่อยากกลับมาอ่านซ้ำ พอเป็นแบบนั้นก็เลยไม่อยากเขียนเร็วตั้งแต่แรก

เป็นไปได้ว่าการเปลี่ยนรูปแบบการเขียนทำให้รูปแบบการคิดของเราเปลี่ยนไปด้วย เราปรับความคิดให้ช้าลงตามการเขียนของเราโดยไม่รู้ตัว

ตอนนี้ก็เลยกลับมาเขียนด้วยคอมพิวเตอร์แล้วล่ะ แล้วก็บอกลาปากกาหมึกซึมแล้ว แม้จะเคยคิดว่าการได้ใช้หมึกชื่อเก๋ๆ นี่น่าจะทำให้รู้สึกดีมากๆ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับว่าไม่เหมาะกับชีวิตตัวเองเท่าไหร่

ว่าแต่จะมีอะไรในชีวิตอีกบ้างนะ ที่สิ่งที่จินตนาการเอาไว้กับความเป็นจริงมันไม่เหมือนกัน แต่เรายังเลือกอยู่กับความเข้ากันไม่ได้นั้นโดยไม่รู้ตัว

อะไรหลายๆ อย่างก็คงมีเวลาหมดอายุของมัน ไม่ใช่แค่กับอาหาร บางทีเราอาจไม่ได้เกลียดใครที่เราเคยเกลียดอีกต่อไปแล้ว บางทีเราอาจไม่ได้ตื่นเต้นกับที่ที่เราเคยอยากไปอีกต่อไปแล้ว บางทีเราอาจไม่ได้รู้สึกกังวลอีกแล้วว่าใครจะมองเรายังไงถ้าเราอยากแสดงความรักต่อคนที่เรารักเวลาอยู่ข้างนอก

แล้วทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่เป็นเหมือนพ่อแม่คนอื่นบ้าง?

IMG_5577

เดือนที่แล้วกลับไปใช้เวลาอยู่ที่บ้านมาหนึ่งอาทิตย์ หลายอย่างทำให้เรามีความสุขอย่างคาดไม่ถึง นั่งมองนกค่อยๆ คาบใบหญ้าสีเขียวทีละเส้น บินกลับไปกลับมาเพื่อสร้างรังใหม่ และคอยลุ้นว่ามันจะโดนกิ้งก่าที่พรางตัวอยู่ไม่ไกลเขมือบมั๊ย ยืนมองงูเลื้อยผ่านเก้าอี้ที่เพิ่งนั่งอ่านหนังสือไป และไม่ได้ตกใจรีบวิ่งไปบอกให้ใครมาจัดการมันเหมือนตอนเด็กๆ งูเลื้อยเข้าใต้ตู้ เข้าไปในห้องน้ำ ปีนขึ้นหลังคา เหมือนจะมาบอกว่าถ้าจะใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่เต็มไปด้วยต้นไม้ต้องคอยระวังที่ไหนบ้าง เด็ดลูกหว้ามากินและนึกถึงผู้คนในอดีตที่พยายามชวนให้เรากินผลไม้สีม่วงรสหวานปนฝาด หลายคนจากไปแล้ว จากไปก่อนที่เราจะทันได้ห่างเหินกัน หรือทำร้ายกัน ทุกครั้งที่นึกถึงเลยมีแต่ภาพของความสุข แต่ชีวิตไม่ได้ง่ายแบบนั้น เวลาที่กลับไปอยู่หนึ่งอาทิตย์ ไม่มีวันไหนที่พ่อแม่ไม่ขึ้นเสียงใส่กันเลย เรารู้เหมือนที่รู้ว่าถ้าโยนลูกบอลลงพื้นมันน่าจะกลิ้งไปทางไหน เรารู้ว่าถ้าพ่อหรือแม่พูดแบบนี้มันจะนำไปสู่การทะเลาะกัน เรารู้ดีจนไม่ต้องรอให้เกิดการทะเลาะกัน เพียงแค่สักคนพูดประโยคแรกจบ เราก็กลับไปเป็นเด็กตัวเล็กๆ ที่อยากหนีออกจากที่นั่นให้เร็วที่สุด

ตอนเด็กๆ เวลาต้องเขียนความสามารถพิเศษ เรามักจะสับสนไม่รู้จะเขียนอะไร ตอนนี้มองย้อนกลับไปมีสิ่งหนึ่งที่เราทำได้ดีมาก นั่นคือการทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น วินาทีหนึ่งเราอยู่บนรถ ผ้าเช็ดหน้าชื้นไปด้วยน้ำตา วินาทีถัดมาเราจะเดินไปเข้าแถวข้ามถนน เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เราจะบอกใครได้ยังไงว่าปัญหาของเราคืออะไร ในเมื่อเรารู้สึกว่าผู้ที่ควรจะปกป้องเรา ให้คำปรึกษาเรา ไม่เคยอยู่ฝั่งเดียวกับเรา และเพื่อนที่เราสนิทที่สุดก็มีครอบครัวที่อบอุ่นเหลือเกิน เราไม่เคยรู้ว่าการกอดกันในครอบครัวเป็นเรื่องปกติจนได้รู้จักกับเพื่อนคนนี้

ถ้ามีคนที่ทำร้ายเรา เพื่อนแกล้งเรา เราอาจลุกขึ้นสู้กับเพื่อน ฟ้องครู วิ่งไปหาพ่อแม่ แจ้งตำรวจ แต่ถ้าเรารู้สึกว่าสิ่งที่ทำร้ายเราคือครอบครัว เราจะลุกขึ้นสู้กับใคร ฟ้องใคร วิ่งไปหาใคร?

ตอนเด็กๆ ประโยคนึงที่ทำร้ายจิตใจเรามากคือ “ทำไมไม่เป็นเหมือนลูกคนอื่นเค้าบ้าง” และทุกๆ ครั้งเราอยากตอบกลับไปมากจริงๆ ว่า “แล้วทำไมพ่อกับแม่ถึงไม่เป็นเหมือนพ่อแม่คนอื่นบ้าง”

ปัญหาอย่างนึงของสังคมไทยคือเราชอบยกอะไรไว้ในที่สูง ซึ่งไม่สามารถแตะต้อง ไม่สามารถวิจารณ์ได้ และเราก็สร้างประเพณี สร้างวันสำคัญ สร้างพิธีกรรมต่างๆ ขึ้นมา เพื่อยกย่องอะไรแบบนี้ยิ่งขึ้นอีก และยิ่งตอกย้ำว่าถ้าใครสักคนที่เป็นปัญหา มันคือเรา

นักเขียนชื่อ Neil Strauss เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มนึงชื่อ The Truth: An Uncomfortable Book About Relationships เล่าเรื่องราวของการเดินทางแก้ปัญหาความสัมพันธ์ของตัวเอง เข้าสู่สถานบำบัด ปรึกษาจิตแพทย์ ทดลองความสัมพันธ์ทุกรูปแบบ ทำทุกวิธีที่จะค้นหาวิธีแก้ปัญหาของตัวเอง ซึ่งทำให้ต้องกลับไปขุดคุ้ยอดีตตัวเอง และพบว่าปัญหาส่วนใหญ่ในชีวิต ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความสัมพันธ์ มาจากวิธีที่เราถูกเลี้ยงมา มาจากพ่อแม่ของเรา

ในโลกที่สมบูรณ์ พ่อและแม่จะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และเลี้ยงดูเราอย่างดี เติบโตมาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ แต่โลกไม่ได้เป็นแบบนั้น ไม่ว่าสังคมจะพยายามยัดเยียดความคิดให้เราว่าพ่อแม่เป็นผู้มีพระคุณ เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังไง ความจริงก็คือพ่อแม่เป็นมนุษย์ พ่อแม่เลี้ยงดูเราอย่างดีที่สุด ทำดีที่สุดแล้ว แต่ก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ และทิ้งบาดแผลไว้ให้เรา ความไม่รักตัวเอง เอาแต่ใจ คิดว่าตัวเองไม่ดีพอ คิดว่าคนอื่นไม่ดีพอ ฯลฯ เสียงในหัวที่บอกนู่นบอกนี่กับเรา ที่เราคิดว่าเราบอกตัวเอง จริงๆ แล้วอาจไม่ใช่เสียงเรา

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าเราควรจะโทษพ่อแม่เรา ต่อสิ่งแย่ๆ ในตัวเรา แต่อยู่ที่การยอมรับความจริงให้ได้ว่าทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีในตัวเรา เป็นผลโดยตรงจากวิธีที่เราถูกเลี้ยงดูมา และถ้าเราอยากเติบโตขึ้น อยากมีชีวิตของตัวเอง แทนที่จะใช้ชีวิตตามความต้องการของคนอื่น เราต้องออกจากที่นั่น ปล่อยพ่อแม่เอาไว้อย่างนั้น เค้าทำดีที่สุดแล้ว ถ้ายังโทษคนอื่นต่อไปก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ปฏิบัติต่อตัวเอง ให้คำแนะนำตัวเอง ดูแลตัวเอง เหมือนกับที่เราอยากให้พ่อแม่ปฏิบัติกับเรา รับผิดชอบชีวิตตัวเอง รับผิดชอบความสุขของตัวเอง แทนที่จะฝากมันไว้ในมือคนอื่น

ชื่อของคนคนนึงโผล่เข้ามาในไดอารี่ของเราเมื่อสามปีที่แล้ว ปรากฏขึ้นมาครั้งเดียวและหายไป สามปีต่อมาชื่อนี้ปรากฏบ่อยขึ้น ด้วยความรู้สึกที่ต่างไปอย่างสิ้นเชิง เราถามตัวเองว่ามันเป็นแค่ผลข้างเคียงของการตกหลุมรักที่ทำให้เรามองข้ามข้อเสียของใครบางคนไป หรือเราเติบโตขึ้นจนเรียนรู้ที่จะรักใครแบบที่เค้าเป็นได้จริงๆ ยอมรับว่าดอกไม้บางชนิดมาพร้อมกับหนาม แทนที่จะทำเป็นไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เจ็บ แต่ยอมรับจริงๆ ว่านี่คือสิ่งที่มาพร้อมกัน และพร้อมที่จะอยู่กับสิ่งนี้ไปตลอดชีวิต

ถ้าข้อสันนิษฐานของเราถูก การยอมรับพ่อแม่ในแบบที่เค้าเป็นควรจะให้ผลแบบเดียวกัน ถ้าไม่เรียกร้อง และรับผิดชอบต่อความสุขตัวเอง ตอนนั้นต่อให้พ่อแม่ทะเลาะกันไปอีกร้อยปี เราก็ยังคงจะรักพ่อแม่ไปได้อีกร้อยปี โดยที่ไม่ต้องพยายามให้พ่อแม่เป็นเหมือนพ่อแม่คนอื่น

ขอต้อนรับทุกท่านสู่ความแรนด้อม (และการมองตัวเองผ่านกล้องวงจรปิด)

IMG_3520
รูปจากทางไปห้องน้ำร้าน Happy Bar ถนนข้าวสาร

จริงๆ โพสต์แรกของบล็อกนี้ควรจะเป็น Random Wisdoms รายการพ็อดคาสท์แนวสัมภาษณ์คน ซึ่งเป็นข้ออ้างให้ตัวเองในการออกไปคุยกับคนในเรื่องที่เราสนใจ และทำอีกสิ่งนึงที่จุดประกายเราในบ่ายวันหนึ่งขณะอ่านนิตยสาร Way แต่เพราะความไม่พร้อมหลายอย่างเลยต้องเลื่อนไปก่อน

เรื่องที่อ่านเจอวันนั้นเป็นเรื่องปัญหาของรัฐบาลตอนนั้น (น่าจะเป็นของจอมพลป.) ว่าจะทำยังไงไม่ให้คนจีนแย่งเงินคนไทยไปหมด เพราะคนจีนค้าขายเก่งเหลือเกิน และก็ขยันมากๆ ด้วย ซึ่งคำตอบของรัฐบาลในตอนนั้นคือการยอมรับความจริงข้อนี้และแก้ปัญหาด้วยการทำให้คนจีนเป็นคนไทยซะ ส่งเสริมให้คนจีนแต่งงานกับคนไทย มีลูกหลานเป็นคนไทย และสุดท้ายกลายเป็นคนไทยในที่สุด นี่เป็นวิธีคิดที่ทำให้เราปิดนิตยสารและทบทวนความคิดตัวเอง ว่าเราไม่มีทางคิดได้แบบนี้เลย ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเค้าเก่งจัง ซึ่งที่ผ่านมาเรารู้สึกแบบนี้กับคนไทยไม่มากนัก พอนึกถึงคนเก่งๆ ภาพคนจากโลกตะวันตกก็เข้ามาในหัวมากกว่า พอนึกถึงคนสำคัญๆ ในไทยก็นึกถึงคาบเรียนน่าเบื่อที่ถูกบังคับให้เรียนผลงานของคนนั้น คนนี้ โดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าดียังไง คือถูกบังคับให้เรียนกลอนสุนทรภู่ แต่ไม่เคยได้คิดว่าจะเขียนกลอนให้ได้แบบสุนทรภู่หรือดีกว่าได้ยังไง เราเกิดความคิดว่าอยากมีที่ที่รวบรวมความรู้จากคนของเรา บรรพบุรุษของเรา

แต่ว่าสิ่งนั้นก็ไม่เคยเกิดขึ้น ปัญหาของเราคือเราเป็นคนชอบและสนใจอะไรหลายอย่าง เราไม่สามารถอยู่กับอะไรได้นานขนาดนั้น ความคิดที่ว่าจะต้องทำสิ่งเดียวไปทั้งชีวิตทำให้เรารู้สึกอึดอัด เราสนุกกับหลายๆ สิ่ง แล้วก็ขยับไปทำสิ่งต่อไป

หนึ่งในสิ่งที่สนุกก็คือการจดโดเมนเว็บไซต์เป็นชื่อตัวเอง ซึ่งก็จดค้างเอาไว้แบบนั้น ไม่ได้เอาไปทำอะไรจริงๆ เวลามีเรื่องอะไรอยากเขียนก็เขียนลง Facebook หมด มีคนเห็นมากกว่า ง่ายกว่า

แต่เพราะรายการ Random Wisdoms ที่ตั้งใจจะทำอย่างจริงจังในปีนี้ ทำให้ต้องมีพื้นที่สำหรับเขียนที่คนจะย้อนกลับมาดูได้โดยสะดวก ก็เลยบังคับให้ต้องกลับมาทำเว็บ พอคิดว่าเว็บจะเกี่ยวกับอะไร แล้วความรู้สึกอึดอัดก็กลับมาอีก

อาจเป็นเพราะคนที่พบในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาที่ทำให้เราพบว่าเราเจอคนแบบนี้ คนที่เราชอบมากๆ เพราะเราเป็นตัวของตัวเอง ไม่ได้พยายามเป็นคนในแบบที่เราควรเป็น ในเมื่อความเป็นตัวเองพาเรามาสู่จุดนี้ เราก็ไม่น่าจะต้องพยายามเป็นอะไรให้เหนื่อย

ชื่อ pawitsommai.com ที่จดเอาไว้เฉยๆ เลยถูกเอามาใช้ และต่อจากนี้ในบล็อกก็จะเต็มไปด้วยเรื่องที่เราสนใจ ตั้งแต่การชงกาแฟ ทำอาหาร การวาดรูป ท่านั่งส้วมที่ถูกวิธี การพ่นควันบุหรี่เป็นวงกลม นั่งสมาธิ การใช้ชีวิตอย่างป่าเถื่อน ตกหลุมรัก การนอน ความขี้เกียจ ความขยัน หมา และอื่นๆ อีกมากตามแต่ชีวิตจะพาไป

ถ้าจะจัดหมวดหมู่บล็อกนี้ได้อยู่บ้างก็คงเป็น non-fiction คือปกติเราเขียนทั้งเรื่องแต่งและเรื่องจริง ซึ่งเป็นปกติของพวกชอบเพ้อฝันที่ใช้ชีวิตครึ่งนึงอยู่ในจินตนาการ แต่บล็อกนี้จะเขียนแต่เรื่องจริง และตั้งใจให้ทุกสิ่งที่เขียนสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องอะไร หรือแรนด้อมแค่ไหนก็ตาม เรื่องเพ้อฝันก็คงจะเขียนต่อไป ในไดอารี่ บน Facebook ผนังห้องน้ำ ที่ไหนสักแห่ง แต่ไม่ใช่ที่นี่

และถ้าจะจบโพสต์แรกโดยที่ไม่ทิ้งอะไรให้เอาไว้ใช้ได้เลยก็คงเป็นการทำลายสิ่งที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่โพสต์แรก และเราจะไม่ทำแบบนั้น

เรื่องนี้เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามีปัญหามาตลอด เพราะความไม่รักตัวเอง เพราะอะไรหลายอย่างที่ทำให้เราเรียกร้องความรักเอาจากคนอื่น สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาและเป็นตัวทำลายความสัมพันธ์คือเราเอาความคิดไปปนกับความรู้สึก กับความจริง

เราอาจนัดใครบางคนไว้ แล้วโดนยกเลิกนัด เราโกรธ เพราะเรารู้สึกว่าเค้าไม่ให้ความสำคัญ แต่เค้าไม่ให้ความสำคัญไม่ใช่ความรู้สึก เป็นความคิด เป็นสิ่งที่เราเชื่อ และมันอาจจะไม่จริงก็ได้ ความคิดทำให้เรารู้สึกโกรธ ถ้าเรารู้ว่าเค้ายกเลิกนัดเพราะใครบางคนที่บ้านป่วยหนักและต้องอยู่ดูแล เราก็คงไม่โกรธ จริงมั๊ย?

วิธีที่ดีในการแยกความคิดออกจากความจริงก็คือให้บรรยายสถานการณ์เหมือนกับเราดูจากกล้องวงจรปิด กล้องวงจรปิดจะไม่บอกว่าคนๆ นั้นโกรธเพราะใครบางคนไม่ให้ความสำคัญ กล้องวงจรปิดบอกได้แค่ว่าใครคนนั้นกำลังโกรธ บอกได้แค่ความจริง ถ้าเราเริ่มมองสิ่งที่เกิดขึ้นได้แบบเป็นกลางจริงๆ จากนั้นเราค่อยมาจัดการกับความรู้สึกตัวเองว่าเราเป็นแบบนั้นเพราะอะไร จะเป็นวิธีจัดการกับความรู้สึกที่ดีกว่า เพราะบางทีเราอาจทำร้ายตัวเองและความสัมพันธ์ด้วยเรื่องที่ไม่เคยมีอยู่จริงเลย